เจ้าคุณพ่อกับลูกชายเชื้อสายเทพศิรินทร์

 

ในงานชุมนุมเทพศิรินทร์เวียนมาบรรจบ ครบรอบปีอีกครั้งหนึ่งแล้ว ท่านบรรณาธิการหนังสือชื่นชุมนุม ก็ขอร้องให้กรรมการ และสมาชิกสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ ช่วยกันเขียนบทความส่งมาลงหนังสือ ในฐานะที่พี่น้อง เพื่อนฝูงทั้งหลายได้กรุณา เลือกผมเป็นกรรมการสมาคม แล้วผมก็เพิ่งเขียนบทความให้เพียงเรื่องเดียว เมื่อปีที่แล้ว ฉะนั้นปีนี้ผมจึงต้องยอมรับหน้าที่เขียนบทความ ให้อีกเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้ก็แล้วแต่ท่านบรรณาธิการ จะพิจารณาว่าเรื่องที่เขียนให้นั้น มีเนื้อหาสาระพอ ที่ท่านสมาชิกทั้งหลายจะสนใจ อ่านหรือไม่

ในต่างประเทศนั้น การจะตัดสินใจว่าโรงเรียนใด ประสบความสำเร็จ หรือไม่อย่างไร ก็ให้ดูจากกรณีศึกษา ของศิษย์เก่า ว่าจบแล้วออกไป ทำงานทำการ ประสบความสำเร็จ หรือไม่ ถ้าศิษย์เก่าประสบความสำเร็จ ในการทำงาน ก็แสดงว่าโรงเรียนประสบความสำเร็จ ในการให้การศึกษาอบรม ฉะนั้นในบทความสั้นๆ ฉบับนี้ผมจะขอเสนอ กรณีศึกษาของศิษย์เก่าเทพศิรินทร์ คู่หนึ่งที่ผมรู้จักดี คือพระยานิติศาสตร์ไพศาล (วัน จามรมาน) ซึ่งเป็นเจ้าคุณพ่อของผม และตัวผมเอง โดยขอตั้งชื่อเรื่องว่า "กรณีศึกษาเรื่องเจ้าคุณพ่อ กับลูกชายเชื้อสายเทพศิรินทร์

เจ้าคุณพ่อมีพี่น้องรวม 6 คน โดยท่านเป็นลูกคนที่ 4 ส่วนผมมีพี่น้อง 31 คน โดยผมเป็นลูกคนที่ 25 ถ้าจะพิจารณาแนวโน้มจากเลข 6 บวก 19 ได้ 25 เลขตัวต่อไปก็อาจจะเป็น 25 บวก 19 ได้ 44 นั่นคือ ถ้าจะพิจารณาจากแนวโน้มผมก็น่าจะมีลูก 44 คน แต่สมัยนี้เห็นจะไม่ไหวหรอกนะครับ สมัยนี้เขามีลูกกัน 2-3 คนก็พอแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ประการแรกเกี่ยวกับเรื่องแม่ของลูก และประการที่สองเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สมบัติที่จะยกให้ลูก เป็นต้น เกี่ยวกับเรื่องแม่ของลูกนั้น เจ้าคุณพ่อมีคนทำหน้าที่เป็นแม่ของลูก ให้ท่านเป็นสิบคน ซึ่งสมัยนั้นก็ถูกต้องตามกฎหมายหมดทุกคน และท่านก็ให้ความยุติธรรมกับทุกคน โดยมิได้ขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยากรณ์จุลจอมเกล้า ให้ใครเป็นคุณหญิง สมัยนี้ขืนมีคนทำหน้าที่แม่ของลูกให้หลายคน ก็จะให้ความยุติธรรมเท่าเที่ยมกันทุกคนไม่ได้ คงจะต้องมีการแต่งตั้งเป็นหลวงเป็นน้อย แล้วก็จะถูกนินทาแบบที่ว่ามีภรรยามากก็ว่ามีภรรยาน้อย หรือมีภรรยาน้อย ก็ว่ามีภรรยามาก แล้วก็ยังไม่ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย เพราะปัจจุบันกฎหมายกำหนด ให้มีภรรยาโดยถูกต้องตามกฎหมาย ได้เพียงคนเดียว ถ้าจะมีหลายคนก็เห็นทีจะยุ่งยากไม่น้อย หรือมิฉะนั้นถ้าจะให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องมีทีละคน

ส่วนเรื่องทรัพย์สมบัติ ที่จะยกให้ลูกนั้น เจ้าคุณพ่อท่านก็ตั้งกฎเกณฑ์ไว้อย่างยุติธรรมว่า เมื่อลูกคนใดเกิดขึ้นมา ท่านก็จะโอนที่ดิน ให้เป็นสมบัติของลูกคนนั้นทันที โดยท่านทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินให้ เมื่อลูกคนใดบรรลุนิตภาวะก็มีสิทธิ์ทุกอย่างในทรัพย์สมบัตินั้น โดยอัตโนมัติ ที่อาจจะแปลกสักนิดก็คือ เจ้าคุณพ่อตั้งกฎไว้ว่าถ้าเป็นลูกชาย จะให้ที่ 3 ไร่ครึ่ง ส่วนถ้าเป็นลูกสาว ก็จะให้สองเท่าคือ เป็น 7 ไร่ เมื่อมีใครถามว่า ทำไมถึงให้ลูกสาวมากกว่าลูกชาย ท่านก็จะตอบว่าลูกสาว (สมัยนั้น) คงไม่ต้องส่งเสียให้เล่าเรียนอะไรมากมาย แต่ลูกชายจะต้องส่งเสียให้เรียนจบมหาวิทยาลัย ฉะนั้นท่านจึงต้องหักที่ดินจากลูกชาย เก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายเป็นค่าเล่าเรียน ของลูกชายต่อไป เข้าใจว่าคงไม่มีคนอื่นคิด และทำเหมือนพระยานิติศาสตร์ไพศาลจริงไหมครับ สำหรับที่ดิน ที่เจ้าคุณพ่อยกให้ลูกนั้น ก็เป็นที่บนถนนสุขุมวิทย่านสำโรง โดยท่านซื้อไว้ในราคาไร่ละ 80 บาท ซึ่งปัจจุบันนี้ราคาก็ขึ้นไปสูงกว่านั้นมากมาย ความจริงเมื่อสมัยที่ท่านซื้อนั้น ที่แถวสุขุมวิทย่านสำโรงราคาเท่าๆ กับสุขุมวิทย่านซอยอโศกหรือแถวๆ อโศก แต่ท่านไปเลือกแถวสำโรง เพราะท่านคิดว่าสำโรงอยู่ใกล้ปากน้ำ จึงควรจะเจริญเร็วกว่าย่านอโศก ซึ่งไม่ได้ใกล้อะไรที่สำคัญตอนนั้นเลย สำหรับผมมีลูกเพียง 2 คนก็ได้เจริญรอยตามเจ้าคุณพ่อ โดยมอบที่ดินให้เป็นสมบัติส่วนตัวคนละพอประมาณ แต่น่าเสียดายที่หาซื้อไม่ได้ในราคาไร่ละ 80 บาท ไม่งั้นจะได้ไม่ต้องเปลืองเงินมาก

เจ้าคุณพ่อ จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งขณะนั้นเรียกกันว่า โรงเรียนสวนกุหลาบอังกฤษ ส่วนผม เจ้าคุณพ่อก็ฝากให้เข้าเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ตั้งแต่ชั้นมัธยมหนึ่ง จนจบชั้นมัธยมหก แต่เรียนเพียงห้าปี เพราะได้ข้ามชั้นจากมัธยมห้า ไปมัธยมหก

จากโรงเรียนเทพศิรินทร์ เจ้าคุณพ่อไปเป็นนักเรียนล่าม ประจำศาลฎีกา ศาลแพ่ง ศาลอุทธรณ์ และศาลคดีต่างประเทศ และศึกษากฎหมาย ที่โรงเรียนกฎหมายจนสำเร็จการศึกษา เป็นเนติบัณฑิตไทยเมื่ออายุได้ 22 ปี ส่วนผมเมื่อจบชั้นมัธยมหก จากเทพศิรินทร์แล้วก็ไปต่อที่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อจบเตรียมอุดมศึกษา แล้วพอผมจะเข้ามหาวิทยาลัย เจ้าคุณพ่อก็อยากให้เรียนกฎหมายเหมือนท่าน แต่คุณแม่คิดว่าแพทย์ดีกว่า และท่านเห็นว่าผมสอบได้ เป็นหนึ่งในห้าสิบคนแรกของประเทศไทย น่าจะสอบเข้าแพทย์ได้ เพื่อจะได้ไม่เป็นการลำเอียง เข้าข้างเจ้าคุณพ่อ หรือคุณแม่ผมก็เลยไปเลือกตามเพื่อน คือเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วจบปริญญาตรีวิศวกรรมโยธา โดยเผอิญสอบได้คะแนนสูงสุด ของรุ่นเมื่ออายุได้ 21 ปี

Cirriculum Vitae | Photo Album | In the News | In VDO | In Seminars | List of Publications
Learned Societies | Assumption University | KSC Foundation | Distinguished Prof.